หน้าหลัก > สาระน่ารู้วันนี้ > “เศรษฐกิจพอเพียงกับปิรามิดทางการเงิน”
“เศรษฐกิจพอเพียงกับปิรามิดทางการเงิน”
เขียนโดย finrwealthbuilder เมื่อ Mon 18 Mar, 2019

       ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมอัญเชิญพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาให้พวกเราได้น...ำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตกันนะครับ

       “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

       พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากวารสารชัยพัฒนาประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒

         พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสำคัญของเสาเข็มซึ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นคง ทำให้ผมนึกถึง “ปิรามิดทางการเงิน” ขึ้นมาทันที ยังจำกันได้ไม๊ครับ?

ปิรามิดทางการเงินเป็นการแสดงให้เห็นภาพของวิธีการและลำดับในการบริหารการเงินซึ่งมีอยู่ 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 (ชั้นล่างสุด)

กันเงินไว้สำรองสภาคล่อง 3-6 เท่าของร่ายจ่ายต่อเดือน และทำประกันสร้างความคุ้มครองเพื่อปกป้องเงินในส่วนอื่นๆ

ชั้นที่ 2

นำเงินมาวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเงินในด้านต่างๆ เช่น แผนการเกษียณ แผนทุนการศึกษาลูก ฯลฯ ซึ่งควรทำขั้นตอนในชั้นที่ 1 ให้แน่นก่อน

ชั้นที่ 3

เป็นการวางแผนเพื่อให้เงินงอกเงยเติบโตขึ้นโดยการนำมาวางแผนการลงทุน รวมถึงการวางแผนเพื่อเตรียมส่งมอบทรัพย์สินให้กับครอบครัว ซึ่งควรทำขั้นตอนในชั้นที่ 1 และ 2 ให้แน่นก่อนเช่นกัน

      คนเราส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับชั้นที่ 2 หรือ 3 มากกว่า โดยละเลยชั้นที่ 1 ซึ่งมีความสำคัญและเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินมาก ผมไม่ค่อยได้ยินว่ามีใครคุยกันเรื่องการกันเงินไว้ในธนาคารหรือในที่ๆมีสภาพคล่องเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจต้องใช้เงินในทันที ผมเห็นมามากกับคนที่สนใจแต่การลงทุนโดยไม่ให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและสุขภาพเท่าไรนัก มาดูกันครับว่าถ้าเราวางฐานรากชั้นที่ 1 ของปิรามิดทางการเงินไว้ไม่แข็งแรงพอ อาจเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง

     1. หากมีเหตุที่ต้องใช้เงินแบบฉุกเฉิน เช่น กรณีตกงาน ฯลฯ เราอาจต้องกระเบียดกระเสียนมากๆกับเงินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ไหนจะต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ อาจทำให้เราต้องบากหน้าไปหยิบยืมจากญาติหรือเพื่อนฝูง กว่าจะได้งานใหม่หนี้ก็ท่วมหัว เงินเดือนจากงานใหม่ก็ต้องแบ่งมาใช้หนี้

     2. หากเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลแต่ไม่มีประกันหรือมีแต่น้อยเกินไป ยังไงก็ต้องหาเงินมาจ่าย ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ถึงเตรียมหรือไม่เตรียมก็ต้องจ่าย สำหรับคนที่มีเงินอยู่ในการลงทุนก็จำเป็นที่จะต้อง ขายหุ้น ขายกองทุน ออกมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย หากช่วงนั้นมีกำไรจากการลงทุนก็ดีไป แต่ถ้าไปตรงกับช่วงที่ขายแล้วขาดทุนก็จำเป็นต้องขาย แต่บางคนอาจแย่กว่านั้น คือ อาจต้องไปดึงเงินจากแผนการเกษียณหรือดึงจากเงินค่าเทอมลูกมาจ่าย แผนชีวิตที่เคยวางไว้อย่างดีก็ต้องเปลี่ยนไป

     3. หากเกิดเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องใช้ค่ารักษาเยอะ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง อันนี้เรื่องใหญ่ขึ้นมาอีก บางคนบอกว่าถ้าต่อไปมันจะเป็นก็จะไม่รักษา ปล่อยให้เวลาของชีวิตมันเป็นไปตามกรรม ผมจะบอกให้ว่าปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์และตัวยาที่ใช้รักษาโรคเหล่านี้ได้พัฒนาขึ้นมาก โรคระยะที่ไม่เคยรักษาหายก็มาหายได้ในยุคนี้ ถ้ารู้ว่าเป็นแต่สามารถรักษาหายได้จะรักษาต่อไม๊ครับ? ยังอยากมีชีวิตอยู่กับครอบครัวต่อไปไม๊ครับ? ถ้าใช่ เตรียมค่ารักษาไว้เยอะๆครับ เพราะมันแพงมาก บางคนบอกว่ายอมทนรักษาจนหาย แต่มาตายตอนเห็นใบเสร็จนี่แหละ 555 ประกันน่ะ...ทำไว้เถอะครับ เบี้ยประกันถูกกว่าค่ารักษาเยอะ ปัจจุบันนี้ยังมีแบบที่เบี้ยไม่เพิ่มตามอายุและถ้าไม่เป็นโรคก็สามารถเอาเบี้ยคืนมาได้ทั้งหมดเลยด้วย เวลานั้นครอบครัวจะสามารถดูแลเราโดยที่ไม่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับการหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาล

      4. หากนาฬิกาชีวิตหยุดลงกระทันหันแบบไม่ทันตั้งตัว เวลานั้นเราไม่สามารถรับรู้เรื่องราวของครอบครัวได้แล้วว่าต่อไปชีวิตพวกเขาจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้เราคงพอจินตนาการออกใช่ไม๊ครับ? ถ้าตอนนี้เราบอกว่าไม่สามารถเจียดเงินมาซื้อประกันได้เพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะ แล้วตอนนั้นล่ะครับ ตอนที่รายได้ของเราหยุดไปพร้อมกับนาฬิกาชีวิต ค่าใช้จ่ายจะยังมีอยู่ไม๊ครับ? แล้วใครจะต้องมารับผิดชอบภาระนี้แทน เราไม่รู้หรอกครับว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เราคงรู้ใช้ไม๊ครับว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีใครเดือดร้อนบ้าง การสร้างรายได้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคตด้วยประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ทำง่ายมาก ง่ายจริงๆ “ถ้ารักครอบครัวน้อยก็ทำไว้น้อยๆพอ แต่ถ้ารักมากก็ทำให้มากเท่ากับความรักของเรา” นะครับ

นี่คือ “ฐานราก” ของ “ปิรามิดทางการเงิน” ที่สร้าง “ความมั่นคง” ให้กับชีวิตของเราและครอบครัว แต่ก็มักเป็นสิ่งที่ถูกละเลยหรือมองข้าม ทำให้หลายคนหลายครอบครัวต้องประสบกับปัญหา

     ผมอันเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและเขียนบทความนี้เพื่อย้ำเตือนพวกเราทุกคนว่าหากจะวางแผนการเงินการลงทุนก็ควรจะตอกเสาเข็มแน่นๆด้วย 2 สิ่ง คือ การ “กันเงินสำรอง” ไว้ให้เหมาะสม และ “ซื้อประกัน” ให้เพียงพอ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินก่อนที่จะวางแผนทำสิ่งอื่นๆต่อไป